รากเทียม
สารบัญหัวข้อเกี่ยวกับรากฟันเทียม (เปิด)
รากฟันเทียม (Implant)

รากฟันเทียม (Dental Implant) คืออะไร? ทางเลือกที่ดีที่สุดทดแทนฟันที่หายไป

การสูญเสียฟันแท้ ไม่ว่าจะเกิดจากอุบัติเหตุ ฟันผุลึก หรือโรคเหงือก ไม่ได้พรากไปแค่ฟันหนึ่งซี่ แต่ยังพรากความมั่นใจและประสิทธิภาพในการบดเคี้ยวอาหารของคุณไปด้วยหากคุณกำลังมองหาวิธีใส่ฟันปลอมที่ "เป็นธรรมชาติที่สุด ติดแน่น และไม่ต้องถอดเข้า-ออก" การทำ รากฟันเทียม (Dental Implant) คือนวัตกรรมทางทันตกรรมที่ดีที่สุดในปัจจุบัน ที่จะช่วยฟื้นฟูรอยยิ้มของคุณให้กลับมาสมบูรณ์แบบ แข็งแรง และใช้งานได้เหมือนฟันแท้อีกครั้ง ที่ วีนีริสท์ (Veneerist Dental Clinic) เราพร้อมดูแลคุณด้วยทีมทันตแพทย์ที่มากประสบการณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด

ปล่อยฟันหลอทิ้งไว้ ไม่ใส่ฟันปลอม อันตรายกว่าที่คิด!

หลายคนคิดว่าฟันหลอแค่ซี่เดียวด้านในคงไม่เป็นไร แต่ในทางทันตกรรม การปล่อยช่องว่างทิ้งไว้เป็นเวลานาน จะส่งผลกระทบลูกโซ่ที่ร้ายแรงต่อช่องปาก ดังนี้:

  • ฟันข้างเคียงล้มเอียง: ฟันซี่ที่อยู่ติดกันจะค่อยๆ ล้มเอนเข้าหาช่องว่าง ทำให้เกิดซอกที่ทำความสะอาดหยาก เสี่ยงต่อฟันผุและโรคปริทันต์

  • ฟันคู่สบยื่นยาว: ฟันซี่ที่อยู่ตรงข้าม (ด้านบนหรือด้านล่าง) จะยื่นยาวลงมาเพื่อหาคู่สบ ทำให้รากฟันโผล่ เสียวฟัน และอาจต้องถูกถอนทิ้งในอนาคต

  • กระดูกขากรรไกรละลาย: เมื่อไม่มีรากฟันคอยรับแรงกระแทกจากการเคี้ยว กระดูกบริเวณนั้นจะค่อยๆ ฝ่อและยุบตัวลง ส่งผลให้ใบหน้าดูแก่กว่าวัย ร่องแก้มลึก และรูปหน้าเปลี่ยน

  • ระบบย่อยอาหารพัง: เคี้ยวอาหารไม่ละเอียด ส่งผลให้กระเพาะอาหารทำงานหนัก เกิดภาวะอาหารไม่ย่อยและกรดไหลย้อน

รากฟันเทียม คืออะไร? ประกอบด้วยอะไรบ้าง?

รากฟันเทียม (Dental Implant) คือ วัสดุที่ทำจาก โลหะไทเทเนียม (Titanium) บริสุทธิ์ ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถเชื่อมผสานเข้ากับกระดูกของมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ (Osseointegration) โดยไม่ก่อให้เกิดการต่อต้านจากร่างกาย ทันตแพทย์จะทำการฝังรากเทียมนี้ลงไปในกระดูกขากรรไกร เพื่อทำหน้าที่เป็น "ฐานที่มั่นคง" ให้กับฟันปลอม

โครงสร้างของรากฟันเทียม ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก

  • รากเทียม (Implant Fixture): ส่วนที่ฝังลงไปในกระดูกขากรรไกร มีลักษณะคล้ายสกรู ทำหน้าที่แทนรากฟันธรรมชาติ

  • เดือยรองรับครอบฟัน (Abutment): ข้อต่อที่ทำหน้าที่เชื่อมระหว่างตัวรากเทียมที่ฝังอยู่ในเหงือก กับส่วนของครอบฟันด้านบน

  • ครอบฟัน (Crown): ส่วนตัวฟันที่มองเห็นได้ ทำจากวัสดุเซรามิก (Ceramic / Zirconia) ที่ถูกออกแบบสีและรูปทรงให้เหมือนฟันธรรมชาติของคุณมากที่สุด

ทำไมรากฟันเทียมจึงช่วยรักษากระดูกขากรรไกรได้?

หนึ่งในข้อได้เปรียบสำคัญของรากฟันเทียม คือ การช่วยคงสภาพกระดูกขากรรไกรบริเวณที่สูญเสียฟัน ซึ่งแตกต่างจากการใส่ฟันปลอมแบบถอดได้หรือสะพานฟัน

เมื่อสูญเสียฟัน รากฟันธรรมชาติที่เคยถ่ายทอดแรงบดเคี้ยวลงสู่กระดูกจะหายไป ทำให้กระดูกบริเวณนั้นไม่ได้รับการกระตุ้นตามธรรมชาติ ส่งผลให้กระดูกค่อย ๆ ยุบตัวลงตามเวลา

รากฟันเทียมทำหน้าที่คล้ายรากฟันธรรมชาติ โดยรับแรงบดเคี้ยวและถ่ายทอดแรงลงสู่กระดูกขากรรไกร จึงช่วยให้กระดูกยังได้รับแรงกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีส่วนช่วยชะลอการยุบตัวของกระดูกและช่วยคงรูปร่างของสันเหงือกในระยะยาว

ประโยชน์ของรากฟันเทียม

  • ช่วยทดแทนรากฟันธรรมชาติที่สูญเสียไป
  • ช่วยกระจายแรงบดเคี้ยวได้ใกล้เคียงฟันธรรมชาติ
  • ช่วยชะลอการยุบตัวของกระดูกขากรรไกรบริเวณที่สูญเสียฟัน
  • ไม่จำเป็นต้องกรอฟันซี่ข้างเคียงเหมือนการทำสะพานฟัน
  • ช่วยให้การบดเคี้ยว การพูด และการใช้ชีวิตประจำวันเป็นไปอย่างมั่นใจมากขึ้น

รากฟันเทียม มีกี่แบบ? ตอบโจทย์ทุกปัญหาฟันหลอ

ไม่ว่าคุณจะสูญเสียฟันกี่ซี่ รากฟันเทียมก็สามารถแก้ปัญหาได้ โดยแบ่งรูปแบบการรักษาได้ดังนี้:

  • รากฟันเทียม 1 ซี่ (Single Implant): สำหรับผู้ที่สูญเสียฟันเพียง 1 ซี่ ฝังรากเทียม 1 ตัว ต่อครอบฟัน 1 ซี่

  • รากฟันเทียมหลายซี่ / สะพานฟันบนรากเทียม (Implant Supported Bridge): เหมาะสำหรับผู้ที่สูญเสียฟันติดกัน 3-4 ซี่ ทันตแพทย์จะฝังรากเทียมเพียง 2 ตำแหน่ง (หัว-ท้าย) แล้วทำสะพานฟันเชื่อมตรงกลาง ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก

  • รากฟันเทียมทั้งปาก (All-on-4 / Implant Overdenture): สำหรับผู้ที่สูญเสียฟันทั้งขากรรไกร หรือใส่ฟันปลอมทั้งปากแล้วหลุดบ่อย ทันตแพทย์จะฝังรากเทียม 2-4 ตัว เพื่อทำหน้าที่เป็น “ตัวล็อค” ให้ฟันปลอมทั้งปากยึดติดแน่น ไม่ขยับเวลาเคี้ยวหรือพูด

ทางเลือกในการทดแทนฟันทั้งปากด้วยรากฟันเทียม

Implant Overdenture, All-on-4 และ All-on-6 ต่างกันอย่างไร?

มื่อสูญเสียฟันหลายซี่หรือสูญเสียฟันทั้งหมดในขากรรไกร การใส่ฟันปลอมแบบถอดได้ทั่วไปสามารถช่วยฟื้นฟูรูปลักษณ์ การพูด และการบดเคี้ยวได้ในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจพบปัญหา เช่น

  • ฟันปลอมหลวม
  • ฟันปลอมขยับหรือกระดกขณะเคี้ยว
  • ฟันปลอมหลุดขณะพูด
  • เคี้ยวอาหารได้ไม่เต็มที่
  • มีแผลกดเจ็บจากฐานฟันปลอม
  • รู้สึกไม่มั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวัน
  • ไม่ต้องการถอดฟันปลอมเข้าออกบ่อยครั้ง

รากฟันเทียมสามารถนำมาใช้เป็นฐานรองรับฟันชุดใหม่ เพื่อช่วยเพิ่มความมั่นคงและประสิทธิภาพในการใช้งาน โดยแนวทางที่นิยมใช้สำหรับผู้ที่สูญเสียฟันทั้งขากรรไกร ได้แก่

  1. Implant Overdenture ฟันปลอมถอดได้ทับรากฟันเทียม
  2. All-on-4 ฟันติดแน่นทั้งขากรรไกรบนรากฟันเทียม 4 ตัว
  3. All-on-6 ฟันติดแน่นทั้งขากรรไกรบนรากฟันเทียม 6 ตัว

แม้ทั้งสามวิธีจะใช้รากฟันเทียมเป็นฐานรองรับเหมือนกัน แต่มีรูปแบบการใช้งาน ขั้นตอนการรักษา ความรู้สึกขณะใช้งาน การดูแล และค่าใช้จ่ายแตกต่างกัน

การเลือกวิธีที่เหมาะสมจึงต้องอาศัยการตรวจสุขภาพช่องปาก การประเมินปริมาณกระดูก ภาพ X-ray การวิเคราะห์การสบฟัน และการวางแผนร่วมกันระหว่างผู้ป่วย ทันตแพทย์ และแล็บทันตกรรม

Implant Overdenture คืออะไร?

Implant Overdenture หรือ ฟันปลอมทับรากฟันเทียม คือฟันปลอมแบบถอดได้ที่ใช้รากฟันเทียมช่วยยึดฟันปลอมให้อยู่กับที่ได้มั่นคงกว่าฟันปลอมทั้งปากแบบทั่วไป

รากฟันเทียมจะทำหน้าที่เป็นจุดยึดภายในช่องปาก ส่วนด้านในของฟันปลอมจะมีชิ้นส่วนสำหรับสแนปเข้ากับหัวล็อกบนรากฟันเทียม

เมื่อผู้ป่วยกดฟันปลอมลงในตำแหน่งที่ถูกต้อง ฟันปลอมจะยึดเข้ากับหัวล็อก ทำให้ขยับ กระดก หรือหลุดได้ยากขึ้น
แม้จะยึดแน่นกว่าฟันปลอมทั่วไป แต่ Implant Overdenture ยังคงเป็นฟันปลอมแบบถอดได้ ผู้ป่วยสามารถถอดออกมาทำความสะอาดฟันปลอม หัวล็อก และเหงือกรอบรากฟันเทียมได้ด้วยตนเอง

Implant Overdenture ใช้รากฟันเทียมกี่ตัว?

สำหรับการทำ Implant Overdenture ที่ Veneerist Dental Clinic ทันตแพทย์จะวางแผนใช้รากฟันเทียมประมาณ 4 ตัวต่อขากรรไกร เพื่อช่วยเพิ่มจำนวนจุดยึดและกระจายแรงรองรับฟันปลอมให้เหมาะสม

รากฟันเทียมทั้ง 4 ตัวจะทำหน้าที่เป็นจุดยึดสำหรับหัวล็อกที่อยู่ด้านในของฟันปลอม เมื่อใส่ฟันปลอมเข้าที่ ฟันปลอมจะสแนปเข้ากับหัวล็อก ช่วยลดการเลื่อน การหลุด และการกระดกขณะพูดหรือบดเคี้ยวอาหาร

การใช้รากฟันเทียม 4 ตัวช่วยเพิ่มความมั่นคงของฟันปลอม โดยเฉพาะบริเวณด้านหลัง ซึ่งเป็นบริเวณที่อาจเกิดการกระดกได้ง่ายเมื่อรับแรงบดเคี้ยว ช่วยให้ฟันปลอมมีจุดรองรับที่กระจายตัวมากขึ้นและใช้งานได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งของรากฟันเทียมแต่ละตัวต้องได้รับการวางแผนอย่างละเอียด โดยพิจารณาจาก

  • ปริมาณและคุณภาพของกระดูกขากรรไกร
  • รูปร่างของสันเหงือก
  • ตำแหน่งเส้นประสาทและโพรงไซนัส
  • ลักษณะการสบฟัน
  • แรงบดเคี้ยว
  • พื้นที่สำหรับหัวล็อกและฐานฟันปลอม
  • ความสามารถในการทำความสะอาดของผู้ป่วย

ก่อนเริ่มการรักษา ทันตแพทย์จะตรวจสภาพช่องปากและประเมินภาพ X-ray เพื่อวางตำแหน่งรากฟันเทียมทั้ง 4 ตัวให้สัมพันธ์กับฟันปลอมและการใช้งานของผู้ป่วยแต่ละราย

ระบบหัวล็อกของ Implant Overdenture ทำงานอย่างไร?

Implant Overdenture ใช้ระบบหัวล็อกแยกในแต่ละตำแหน่ง โดยส่วนบนของรากฟันเทียมจะมีหัวเชื่อมลักษณะกลมหรือหัวล็อกขนาดเล็ก

ด้านในของฟันปลอมจะมีชิ้นส่วนรับที่ออกแบบให้สแนปเข้ากับหัวล็อกดังกล่าว

เมื่อผู้ป่วยวางฟันปลอมในตำแหน่งที่ถูกต้องและกดลง ฟันปลอมจะสแนปเข้ากับหัวล็อก ทำให้ยึดอยู่กับที่ได้มั่นคงกว่าฟันปลอมทั่วไป

ระบบนี้ช่วยลดการเลื่อน การกระดก และการหลุดของฟันปลอม โดยผู้ป่วยยังสามารถถอดฟันปลอมออกเพื่อทำความสะอาดได้ตามปกติ

จุดเด่นของระบบหัวล็อก

  • ช่วยเพิ่มความมั่นคงของฟันปลอม
  • ลดการขยับและการกระดกขณะพูด
  • ลดโอกาสฟันปลอมหลุดขณะรับประทานอาหาร
  • ผู้ป่วยสามารถถอดและใส่ได้ด้วยตนเอง
  • ทำความสะอาดด้านในฟันปลอมและบริเวณรอบรากฟันเทียมได้
  • สามารถตรวจ เปลี่ยน หรือปรับชิ้นส่วนภายในหัวล็อกได้เมื่อเกิดการสึก
  • เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟันปลอมมั่นคงขึ้น แต่ยังต้องการให้ถอดทำความสะอาดได้


เมื่อใช้งานไปเป็นระยะเวลาหนึ่ง ผู้ป่วยอาจรู้สึกว่าฟันปลอมสแนปไม่แน่นเท่าเดิมหรือถอดออกง่ายขึ้น ซึ่งอาจเกิดจากชิ้นส่วนภายในหัวล็อกสึกจากการใช้งาน

อาการดังกล่าวไม่ได้หมายความว่ารากฟันเทียมมีปัญหาเสมอไป ทันตแพทย์จะตรวจประเมินและเปลี่ยนชิ้นส่วนตามความเหมาะสม

Implant Overdenture เหมาะกับใคร?

Implant Overdenture อาจเหมาะกับผู้ที่

  • สูญเสียฟันทั้งหมดในขากรรไกรบน ขากรรไกรล่าง หรือทั้งสองขากรรไกร
  • ใส่ฟันปลอมทั้งปากแล้วรู้สึกหลวม
  • ฟันปลอมขยับหรือกระดกขณะเคี้ยว
  • ฟันปลอมล่างยึดเกาะไม่ดี
  • กังวลว่าฟันปลอมจะหลุดขณะพูดหรือรับประทานอาหาร
  • ต้องการเพิ่มความมั่นคงของฟันปลอม
  • ต้องการฟันปลอมที่สามารถถอดออกมาทำความสะอาดได้
  • ต้องการใช้รากฟันเทียมเป็นจุดยึด โดยไม่จำเป็นต้องทำฟันติดแน่นทั้งขากรรไกร
  • มีข้อจำกัดด้านปริมาณกระดูกหรือค่าใช้จ่ายบางประการ
  • สามารถถอด ใส่ และทำความสะอาดฟันปลอมได้อย่างสม่ำเสมอ

ข้อดีของ Implant Overdenture

  • มีความมั่นคงมากกว่าฟันปลอมทั้งปากทั่วไป
  • ช่วยลดการเลื่อนและการกระดกของฟันปลอม
  • เพิ่มความมั่นใจขณะพูดและรับประทานอาหาร
  • ช่วยให้เคี้ยวอาหารได้สะดวกขึ้น
  • ผู้ป่วยสามารถถอดออกมาทำความสะอาดได้
  • ทำความสะอาดเหงือกและหัวล็อกได้โดยตรง
  • ฐานฟันปลอมสามารถช่วยรองรับริมฝีปากและทดแทนเนื้อเยื่อที่ยุบตัวได้
  • สามารถปรับฐาน ซ่อมแซม หรือเปลี่ยนชิ้นส่วนยึดได้ตามความเหมาะสม
  • โดยทั่วไปใช้รากฟันเทียมน้อยกว่าการทำฟันติดแน่นทั้งขากรรไกร
  • เหมาะกับผู้ที่ต้องการเพิ่มความมั่นคง แต่ยังยอมรับฟันปลอมแบบถอดได้

ข้อจำกัดของ Implant Overdenture

  • ยังคงเป็นฟันปลอมแบบถอดได้
  • ผู้ป่วยต้องถอดออกทำความสะอาดทุกวัน
  • อาจต้องถอดก่อนนอนตามคำแนะนำของทันตแพทย์
  • หัวล็อกหรือชิ้นส่วนด้านในอาจสึกและต้องเปลี่ยน
  • ฟันปลอมอาจหลวมขึ้นเมื่อสันเหงือกเปลี่ยนแปลง
  • อาจต้องปรับฐาน เสริมฐาน หรือทำฟันปลอมใหม่ในอนาคต
  • อาจมีเศษอาหารสะสมใต้ฐานฟันปลอม
  • ต้องใช้เวลาปรับตัวกับการถอดและใส่
  • ความรู้สึกขณะใช้งานอาจไม่เหมือนฟันธรรมชาติทั้งหมด
  • ยังต้องดูแลเหงือกและกระดูกรอบรากฟันเทียมอย่างสม่ำเสมอ

ขั้นตอนการทำ Implant Overdenture

ขั้นตอนการรักษาอาจแตกต่างกันตามสภาพช่องปากและสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละราย โดยทั่วไปประกอบด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้

ขั้นตอนที่ 1 ตรวจสุขภาพช่องปาก

ทันตแพทย์จะตรวจประเมิน

  • ฟันที่เหลืออยู่
  • สุขภาพเหงือก
  • ปริมาณและรูปร่างของกระดูกขากรรไกร
  • สภาพของสันเหงือก
  • การสบฟัน
  • ฟันปลอมเดิม
  • จุดกดเจ็บหรือแผลจากฟันปลอม
  • ความสามารถในการทำความสะอาดช่องปาก

หากยังมีฟันเหลืออยู่ ทันตแพทย์จะพิจารณาว่าฟันซี่ใดสามารถรักษาไว้ได้ และฟันซี่ใดมีพยากรณ์โรคไม่ดีจนควรถอนออก

ขั้นตอนที่ 2 ซักประวัติสุขภาพและยาที่ใช้อยู่

ผู้ป่วยควรแจ้งข้อมูลสุขภาพให้ทันตแพทย์ทราบอย่างครบถ้วน เช่น

  • โรคเบาหวาน
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ความดันโลหิตสูง
  • โรคกระดูกพรุน
  • ภาวะเลือดออกผิดปกติ
  • ประวัติการฉายรังสีบริเวณศีรษะและลำคอ
  • ประวัติแพ้ยา
  • การสูบบุหรี่
  • ยาละลายลิ่มเลือด
  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด
  • ยาที่มีผลต่อกระดูก
  • ประวัติการผ่าตัดหรือการรักษาที่เกี่ยวข้อง

การมีโรคประจำตัวไม่ได้หมายความว่าจะทำรากฟันเทียมไม่ได้เสมอไป แต่ต้องประเมินความพร้อมและควบคุมโรคให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมก่อนการรักษา

ขั้นตอนที่ 3 เก็บข้อมูลเพื่อวางแผนการรักษา

ก่อนเริ่มการรักษา ทันตแพทย์จะเก็บข้อมูลที่จำเป็น เพื่อวางแผนตำแหน่งรากฟันเทียมและออกแบบฟันปลอมให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย

ภาพถ่ายในช่องปากและใบหน้า

สำหรับเคสฟันปลอม คลินิกจะถ่ายภาพผู้ป่วยทุกเคส เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนการรักษาร่วมกันระหว่างทันตแพทย์และแล็บทันตกรรม

ภาพถ่ายช่วยประเมินรายละเอียดต่าง ๆ เช่น

  • รูปร่างและสัดส่วนของใบหน้า
  • แนวยิ้ม
  • ระดับการมองเห็นของฟัน
  • การรองรับริมฝีปาก
  • แนวกึ่งกลางใบหน้า
  • แนวกึ่งกลางของฟัน
  • รูปร่าง ขนาด และการเรียงตัวของฟัน
  • สีของฟัน
  • ลักษณะรอยยิ้มที่ต้องการ
  • สภาพช่องปากก่อนเริ่มการรักษา

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ทันตแพทย์และแล็บสามารถสื่อสารร่วมกัน และออกแบบฟันปลอมให้เหมาะกับใบหน้า การใช้งาน และความต้องการของผู้ป่วยแต่ละราย

ภาพ X-ray

ทันตแพทย์จะพิจารณาถ่ายภาพ X-ray ตามความจำเป็นของแต่ละเคส เช่น

  • ภาพ X-ray พาโนรามา หรือ OPG เพื่อดูภาพรวมของฟัน กระดูกขากรรไกร และโครงสร้างโดยรอบ
  • ภาพ X-ray สามมิติ หรือ 3D CT Scan เพื่อประเมินความกว้าง ความสูง และรูปร่างของกระดูก รวมถึงตำแหน่งเส้นประสาทและโพรงไซนัส

ภาพ X-ray ช่วยให้ทันตแพทย์ประเมิน

  • ปริมาณกระดูก
  • คุณภาพของกระดูก
  • ตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับฝังรากฟันเทียม
  • จำนวนรากฟันเทียม
  • ขนาดและแนวของรากฟันเทียม
  • ตำแหน่งเส้นประสาท
  • ตำแหน่งโพรงไซนัส
  • ความจำเป็นในการปลูกกระดูกหรือทำหัตถการเพิ่มเติม
การพิมพ์ปากหรือการสแกนช่องปาก

ใช้บันทึกรูปร่างของสันเหงือก ตำแหน่งฟันที่เหลืออยู่ และรายละเอียดภายในช่องปาก เพื่อใช้วางแผนการออกแบบฟันปลอม

การบันทึกการสบฟัน

ทันตแพทย์จะประเมิน

  • ความสัมพันธ์ของขากรรไกรบนและล่าง
  • ความสูงของใบหน้า
  • ตำแหน่งการสบฟัน
  • ระยะพื้นที่สำหรับฟันปลอม
  • ตำแหน่งของฟันที่จะออกแบบ
  • การรองรับริมฝีปาก
  • การออกเสียง

ข้อมูลทั้งหมดจะถูกนำมาวิเคราะห์ร่วมกันก่อนกำหนดแผนการรักษา

ขั้นตอนที่ 4 เตรียมช่องปากก่อนฝังรากฟันเทียม

ก่อนผ่าตัดอาจต้องเตรียมสุขภาพช่องปาก เช่น
  • ถอนฟันที่ไม่สามารถเก็บรักษาได้
  • รักษาโรคเหงือก
  • ขูดหินปูน
  • ควบคุมคราบจุลินทรีย์
  • รักษาการติดเชื้อในช่องปาก
  • ปรับฟันปลอมเดิม
  • ปลูกกระดูกในบริเวณที่กระดูกไม่เพียงพอ
  • รอให้แผลหรือกระดูกฟื้นตัวตามความเหมาะสม

ขั้นตอนที่ 5 ผ่าตัดฝังรากฟันเทียม

ทันตแพทย์จะใช้ยาชาเฉพาะที่และฝังรากฟันเทียมลงในกระดูกตามตำแหน่งที่วางแผนไว้

ระยะเวลาในการผ่าตัดขึ้นอยู่กับ

  • จำนวนรากฟันเทียม
  • ตำแหน่งที่ฝัง
  • ปริมาณกระดูก
  • ความซับซ้อนของเคส
  • การถอนฟันร่วมด้วย
  • การปลูกกระดูกหรือหัตถการเสริมอื่น ๆ

ในบางกรณีอาจสามารถใช้ฟันปลอมชั่วคราวระหว่างรอได้ แต่ต้องได้รับการปรับแต่งไม่ให้กดหรือส่งแรงที่ไม่เหมาะสมต่อบริเวณผ่าตัด

ขั้นตอนที่ 6 รอให้รากฟันเทียมยึดกับกระดูก

หลังผ่าตัดต้องรอให้รากฟันเทียมยึดประสานกับกระดูก หรือเรียกว่า Osseointegration

ระยะเวลาอาจแตกต่างกันตาม

  • ตำแหน่งขากรรไกร
  • คุณภาพกระดูก
  • ปริมาณกระดูก
  • ความมั่นคงของรากฟันเทียม
  • สุขภาพโดยรวม
  • การสูบบุหรี่
  • การปลูกกระดูกร่วมด้วย
  • การตอบสนองต่อการรักษาของแต่ละบุคคล

โดยทั่วไปอาจใช้เวลาหลายเดือน ทันตแพทย์จะตรวจประเมินว่ารากฟันเทียมพร้อมรับแรงแล้วหรือไม่ ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนทำฟันปลอม

ขั้นตอนที่ 7 ใส่หัวล็อกและออกแบบฟันปลอม

หลังรากฟันเทียมยึดกับกระดูกและมีความมั่นคงเพียงพอ ทันตแพทย์จะใส่หัวล็อกบนรากฟันเทียม

จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการทำฟันปลอม เช่น

  • พิมพ์ปากหรือสแกนตำแหน่งรากฟันเทียม
  • บันทึกการสบฟัน
  • กำหนดความสูงของใบหน้า
  • เลือกขนาดและรูปร่างของฟัน
  • เลือกสีฟัน
  • ทดลองการเรียงฟัน
  • ประเมินแนวยิ้ม
  • ประเมินการรองรับริมฝีปาก
  • ตรวจการออกเสียง
  • ตรวจตำแหน่งของหัวล็อกภายในฟันปลอม

ขั้นตอนที่ 8 ทดลองฟันและประเมินร่วมกัน

ก่อนผลิตชิ้นงานสำเร็จ อาจมีการทดลองการเรียงฟันเพื่อประเมิน

  • ตำแหน่งฟัน
  • รูปร่างฟัน
  • สีฟัน
  • แนวยิ้ม
  • การรองรับริมฝีปาก
  • การออกเสียง
  • ความสูงของใบหน้า
  • การสบฟัน
  • ความพึงพอใจของผู้ป่วย

หากมีจุดที่ต้องปรับ ทันตแพทย์จะส่งข้อมูลให้แล็บแก้ไขก่อนทำฟันปลอมสำเร็จ

ขั้นตอนที่ 9 ส่งมอบฟันปลอม

เมื่อฟันปลอมเสร็จ ทันตแพทย์จะตรวจ

  • ความแนบสนิทของฐานฟันปลอม
  • ตำแหน่งของหัวล็อก
  • ความแน่นขณะสแนป
  • การถอดและใส่
  • การสบฟัน
  • จุดกดเจ็บ
  • ความมั่นคงขณะใช้งาน
  • แนวยิ้ม
  • การออกเสียง

ผู้ป่วยจะได้รับคำแนะนำในการถอด ใส่ ทำความสะอาด และรับประทานอาหาร

ขั้นตอนที่ 10 ตรวจติดตามและปรับแต่ง

หลังได้รับฟันปลอมใหม่ ผู้ป่วยอาจต้องกลับมาตรวจเพื่อ

  • ปรับจุดกดเจ็บ
  • ปรับการสบฟัน
  • ตรวจการถอดและใส่
  • ตรวจแรงยึดของหัวล็อก
  • ประเมินการทำความสะอาด
  • ตรวจสุขภาพเหงือกรอบรากฟันเทียม

การปรับแต่งในช่วงแรกเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการรักษาฟันปลอม

การดูแล Implant Overdenture

การทำความสะอาดฟันปลอม

  • ถอดฟันปลอมออกมาทำความสะอาดทุกวัน
  • ใช้แปรงสำหรับฟันปลอมหรือแปรงขนนุ่ม
  • ทำความสะอาดทั้งด้านนอกและด้านในของฟันปลอม
  • ทำความสะอาดบริเวณชิ้นส่วนรับหัวล็อก
  • หลีกเลี่ยงยาสีฟันที่มีผงขัดหยาบ
  • หลีกเลี่ยงน้ำร้อนจัด เพราะอาจทำให้ฟันปลอมเสียรูป
  • ไม่ใช้ของมีคมแคะบริเวณหัวล็อก

การทำความสะอาดในช่องปาก

  • แปรงบริเวณหัวล็อกอย่างเบามือ
  • ทำความสะอาดเหงือกรอบรากฟันเทียม
  • ใช้แปรงซอกฟันตามขนาดที่เหมาะสม
  • ทำความสะอาดลิ้นและเยื่อบุในช่องปาก
  • ตรวจว่ามีคราบหรือเศษอาหารสะสมรอบหัวล็อกหรือไม่

การดูแลระยะยาว

เมื่อใช้ไปเป็นระยะเวลาหนึ่ง อาจต้อง

  • เปลี่ยนชิ้นส่วนภายในหัวล็อก
  • ปรับแรงยึดของฟันปลอม
  • ปรับฐานฟันปลอม
  • เสริมฐานฟันปลอม
  • ซ่อมรอยร้าวหรือฟันปลอมแตก
  • ปรับการสบฟัน
  • ทำฟันปลอมใหม่เมื่อวัสดุเสื่อมหรือสันเหงือกเปลี่ยนแปลงมาก

All-on-4 คืออะไร?

All-on-4 คือแนวทางการทดแทนฟันทั้งขากรรไกรด้วยฟันชุดติดแน่น โดยใช้รากฟันเทียม 4 ตัวเป็นฐานรองรับฟันทั้งชุด

โดยทั่วไป รากฟันเทียมด้านหน้าอาจวางในแนวค่อนข้างตรง ส่วนรากฟันเทียมด้านหลังอาจวางเอียงตามแผนการรักษา เพื่อช่วยกระจายตำแหน่งรองรับชิ้นงานและใช้ปริมาณกระดูกที่มีอยู่ให้เหมาะสม

การวางรากฟันเทียมด้านหลังในแนวเอียงอาจช่วยหลีกเลี่ยงโครงสร้างสำคัญบางบริเวณ เช่น โพรงไซนัสในขากรรไกรบน หรือแนวเส้นประสาทในขากรรไกรล่าง

อย่างไรก็ตาม รูปแบบการวางรากฟันเทียมต้องกำหนดจากสภาพกระดูกและโครงสร้างของผู้ป่วยแต่ละราย ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะใช้ตำแหน่งหรือมุมเดียวกัน

ฟัน All-on-4 เป็นฟันแบบถอดได้หรือไม่?

สำหรับผู้ป่วย All-on-4 ถือเป็นฟันแบบติดแน่น ผู้ป่วยไม่ต้องถอดออกทุกวันเหมือนฟันปลอมทั่วไป ฟันชุดจะถูกยึดเข้ากับรากฟันเทียมด้วยอุปกรณ์และสกรูตามการออกแบบของชิ้นงาน หากต้องตรวจ ซ่อม เปลี่ยนอุปกรณ์ หรือทำความสะอาดเชิงลึก ทันตแพทย์สามารถถอดชิ้นงานออกได้ด้วยเครื่องมือเฉพาะ ผู้ป่วยไม่ควรถอดชิ้นงานด้วยตนเอง

All-on-4 เหมาะกับใคร?

All-on-4 อาจเหมาะกับผู้ที่

  • สูญเสียฟันทั้งหมดในขากรรไกร
  • มีฟันเหลืออยู่หลายซี่แต่ไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้
  • มีโรคปริทันต์รุนแรง
  • ฟันโยกหลายซี่
  • มีฟันแตกหรือผุรุนแรงหลายตำแหน่ง
  • ใส่ฟันปลอมถอดได้แล้วไม่มั่นคง
  • ต้องการฟันทั้งชุดแบบติดแน่น
  • มีปริมาณและตำแหน่งกระดูกเหมาะสมสำหรับรากฟันเทียม 4 ตัว
  • มีสุขภาพโดยรวมเหมาะสมกับการผ่าตัด
  • สามารถดูแลทำความสะอาดใต้สะพานฟันได้
  • เข้าใจว่าชิ้นงานอาจต้องซ่อมแซมหรือบำรุงรักษาในระยะยาว

All-on-4 มีฟันกี่ซี่?

จำนวนฟันบนชิ้นงานไม่จำเป็นต้องเท่ากับจำนวนฟันธรรมชาติทั้งหมด ในหลายกรณีอาจออกแบบฟันประมาณ 10–12 ซี่ต่อขากรรไกร แต่จำนวนที่เหมาะสมต้องพิจารณาจาก

  • รูปร่างของขากรรไกร
  • ตำแหน่งรากฟันเทียม
  • ปริมาณกระดูก
  • แนวยิ้ม
  • แรงบดเคี้ยว
  • ความสัมพันธ์ของขากรรไกร
  • ระยะส่วนยื่นด้านหลัง
  • วัสดุของชิ้นงาน
  • พื้นที่สำหรับทำความสะอาด
  • การสบฟันกับขากรรไกรด้านตรงข้าม

ทันตแพทย์จะออกแบบจำนวนและตำแหน่งฟันให้เหมาะกับความแข็งแรง การใช้งาน และการดูแลระยะยาว

ข้อดีของ All-on-4

  • เป็นฟันติดแน่น
  • ไม่ต้องถอดออกทุกวัน
  • ช่วยทดแทนฟันหลายซี่หรือฟันทั้งขากรรไกร
  • ใช้รากฟันเทียม 4 ตัวเป็นฐานรองรับฟันทั้งชุด
  • เพิ่มความมั่นคงในการพูดและบดเคี้ยว
  • ลดปัญหาฟันปลอมหลวมและกระดก
  • ช่วยออกแบบแนวยิ้มและรูปร่างฟันได้
  • สามารถช่วยปรับการรองรับริมฝีปากได้ตามการออกแบบ
  • ไม่ต้องกรอฟันธรรมชาติข้างเคียงเป็นหลักยึด
  • ในผู้ป่วยที่ผ่านเกณฑ์ อาจสามารถใส่ฟันชั่วคราวแบบติดแน่นในช่วงต้นของการรักษาได้
  • การวางรากเทียมด้านหลังแบบเอียงอาจช่วยใช้กระดูกที่มีอยู่ได้เหมาะสมในบางกรณี

ข้อจำกัดและความเสี่ยงของ All-on-4

  • ต้องผ่านการผ่าตัดฝังรากฟันเทียม
  • ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนจะเหมาะกับรากฟันเทียม 4 ตัว
  • ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถใส่ฟันติดแน่นชั่วคราวได้ทันที
  • อาจต้องปลูกกระดูกหรือทำหัตถการเพิ่มเติมในบางราย
  • รากฟันเทียมแต่ละตัวมีบทบาทสำคัญต่อระบบโดยรวม
  • หากรากฟันเทียมบางตัวไม่ยึดกับกระดูก อาจต้องปรับแผนการรักษา
  • ต้องทำความสะอาดใต้ชิ้นงานอย่างสม่ำเสมอ
  • อาจมีเศษอาหารเข้าใต้สะพานฟัน
  • สกรูหรืออุปกรณ์อาจคลายได้
  • ฟันหรือวัสดุหุ้มอาจสึก บิ่น หรือแตก
  • อาจต้องซ่อมแซมหรือเปลี่ยนชิ้นงานในอนาคต
  • ผู้ที่นอนกัดฟันอาจมีความเสี่ยงต่อการเสียหายของชิ้นงานมากขึ้น
  • การสูบบุหรี่หรือควบคุมโรคประจำตัวไม่ดีอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน
  • ต้องตรวจติดตามและดูแลระยะยาว

ขั้นตอนการทำ All-on-4

ขั้นตอนที่ 1 ตรวจสุขภาพช่องปาก

ทันตแพทย์จะตรวจประเมิน

  • ฟันที่เหลืออยู่
  • สุขภาพเหงือก
  • โรคปริทันต์
  • การติดเชื้อ
  • ปริมาณกระดูก
  • การสบฟัน
  • ฟันปลอมเดิม
  • พื้นที่สำหรับทำฟันชุดใหม่
  • ความสามารถในการทำความสะอาด

หากยังมีฟันเหลืออยู่ ทันตแพทย์จะประเมินพยากรณ์โรคของฟันแต่ละซี่ก่อนตัดสินใจถอน

การถอนฟันทั้งหมดไม่ควรพิจารณาจากความสะดวกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเปรียบเทียบกับทางเลือกในการรักษาและพยากรณ์โรคของฟันเดิมอย่างรอบคอบ

ขั้นตอนที่ 2 ประเมินสุขภาพและปัจจัยเสี่ยง

ทันตแพทย์จะซักประวัติ

  • โรคประจำตัว
  • ยาที่ใช้อยู่
  • การสูบบุหรี่
  • ประวัติแพ้ยา
  • ประวัติการผ่าตัด
  • ภาวะเลือดออกผิดปกติ
  • พฤติกรรมนอนกัดฟัน
  • ความสามารถในการดูแลช่องปาก
  • ความคาดหวังต่อผลการรักษา

ขั้นตอนที่ 3 เก็บข้อมูลเพื่อวางแผนการรักษา

การวางแผน All-on-4 ต้องอาศัยข้อมูลหลายส่วนร่วมกัน

ภาพถ่ายในช่องปากและใบหน้า

สำหรับเคสฟันทั้งปาก คลินิกจะถ่ายภาพผู้ป่วยทุกเคส เพื่อใช้ประกอบการวางแผนระหว่างทันตแพทย์และแล็บทันตกรรม

ภาพถ่ายช่วยประเมิน

  • รูปร่างใบหน้า
  • สัดส่วนใบหน้า
  • แนวยิ้ม
  • แนวกึ่งกลางใบหน้า
  • แนวกึ่งกลางฟัน
  • ระดับการมองเห็นของฟัน
  • ความยาวของฟัน
  • การรองรับริมฝีปาก
  • สีและรูปร่างของฟัน
  • ลักษณะรอยยิ้มที่ต้องการ
  • สภาพก่อนเริ่มการรักษา
ภาพ X-ray พาโนรามา

ภาพ X-ray พาโนรามา หรือ OPG ใช้เพื่อดูภาพรวมของฟัน กระดูกขากรรไกร และโครงสร้างสำคัญโดยรอบ

ภาพ X-ray สามมิติ

ภาพ X-ray สามมิติ หรือ 3D CT Scan ใช้ประเมิน

  • ความกว้างของกระดูก
  • ความสูงของกระดูก
  • รูปร่างของสันกระดูก
  • ตำแหน่งเส้นประสาท
  • ตำแหน่งโพรงไซนัส
  • ตำแหน่งรากฟันเดิม
  • ตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับรากฟันเทียม
  • แนวและขนาดของรากฟันเทียม
  • ความจำเป็นในการปลูกกระดูก
การพิมพ์ปากหรือการสแกนช่องปาก

ใช้บันทึกรูปร่างภายในช่องปาก ตำแหน่งฟัน สันเหงือก และพื้นที่สำหรับออกแบบชิ้นงาน

การบันทึกการสบฟัน

ทันตแพทย์จะวิเคราะห์

  • ความสัมพันธ์ของขากรรไกร
  • ความสูงของใบหน้า
  • ตำแหน่งการสบฟัน
  • ระยะระหว่างขากรรไกร
  • พื้นที่สำหรับชิ้นงาน
  • แรงบดเคี้ยว
  • การออกเสียง
  • การรองรับริมฝีปาก

ข้อมูลทั้งหมดจะถูกนำมาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อให้ตำแหน่งรากฟันเทียมสัมพันธ์กับตำแหน่งฟันที่ต้องการสร้าง

ขั้นตอนที่ 4 ออกแบบตำแหน่งรากฟันเทียมและฟันชุดใหม่

ทันตแพทย์จะวางแผน

  • ตำแหน่งรากฟันเทียมทั้ง 4 ตัว
  • มุมและความลึกของรากฟันเทียม
  • ตำแหน่งฟันชุดใหม่
  • แนวยิ้ม
  • ความยาวของฟัน
  • การสบฟัน
  • พื้นที่ทำความสะอาด
  • รูปแบบของฟันชั่วคราว
  • รูปแบบของชิ้นงานถาวร

ในบางกรณีอาจใช้ระบบดิจิทัลหรืออุปกรณ์ช่วยนำทางการผ่าตัดตามความเหมาะสม

ขั้นตอนที่ 5 เตรียมช่องปาก

อาจประกอบด้วย

  • ถอนฟันที่ไม่สามารถเก็บรักษาได้
  • รักษาการติดเชื้อ
  • รักษาโรคเหงือก
  • ปรับแต่งสันกระดูก
  • ปลูกกระดูก
  • เตรียมเนื้อเยื่อ
  • ทำความสะอาดช่องปากก่อนผ่าตัด

บางกรณีสามารถถอนฟันและฝังรากฟันเทียมในวันเดียวกันได้ แต่ต้องประเมินจากสภาพกระดูกและการติดเชื้อ

ขั้นตอนที่ 6 ผ่าตัดฝังรากฟันเทียม 4 ตัว

ทันตแพทย์จะฝังรากฟันเทียมตามตำแหน่งที่วางแผนไว้ โดยใช้ยาชาเฉพาะที่

ระยะเวลาและความซับซ้อนขึ้นอยู่กับ

  • จำนวนฟันที่ต้องถอน
  • ปริมาณกระดูก
  • ตำแหน่งรากฟันเทียม
  • การปลูกกระดูกร่วมด้วย
  • สภาพสุขภาพของผู้ป่วย
  • เทคนิคที่ใช้ในการรักษา

ขั้นตอนที่ 7 ประเมินความมั่นคงของรากฟันเทียม

หลังฝังรากฟันเทียม ทันตแพทย์จะประเมินว่ารากฟันเทียมมีความมั่นคงเบื้องต้นเพียงพอสำหรับใส่ฟันชั่วคราวหรือไม่

หากรากฟันเทียมมีความมั่นคงและผ่านเงื่อนไขที่กำหนด อาจสามารถใส่ฟันชั่วคราวแบบติดแน่นได้

หากความมั่นคงยังไม่เพียงพอ อาจต้องรอให้รากฟันเทียมยึดกับกระดูกก่อน หรือใช้ฟันชั่วคราวรูปแบบอื่นในระหว่างรอ

ขั้นตอนที่ 8 ใส่ฟันชั่วคราว

ฟันชั่วคราวมีหน้าที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีฟันใช้งานในช่วงที่แผลและรากฟันเทียมกำลังฟื้นตัว

ฟันชั่วคราวยังใช้เพื่อประเมิน

  • แนวยิ้ม
  • รูปร่างฟัน
  • การออกเสียง
  • การรองรับริมฝีปาก
  • การสบฟัน
  • ความสามารถในการทำความสะอาด
  • ความพึงพอใจของผู้ป่วย

ชิ้นงานชั่วคราวมีข้อจำกัดด้านความแข็งแรง ผู้ป่วยจึงต้องรับประทานอาหารตามคำแนะนำและหลีกเลี่ยงอาหารแข็ง

ขั้นตอนที่ 9 ระยะพักฟื้นและรอการยึดกับกระดูก

หลังผ่าตัดต้องรอให้รากฟันเทียมยึดประสานกับกระดูก

ในช่วงนี้ผู้ป่วยต้อง

  • รับประทานอาหารอ่อนตามระยะเวลาที่แนะนำ
  • รักษาความสะอาด
  • รับประทานยาตามคำสั่ง
  • มาตรวจตามนัด
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
  • หลีกเลี่ยงแรงกระแทกต่อชิ้นงาน
  • แจ้งทันตแพทย์หากชิ้นงานคลาย แตก หรือมีอาการผิดปกติ

ขั้นตอนที่ 10 ทำฟันชุดถาวร

เมื่อรากฟันเทียมและเนื้อเยื่อมีความมั่นคงแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนทำฟันชุดถาวร

ขั้นตอนอาจประกอบด้วย

  • พิมพ์ปากหรือสแกนตำแหน่งรากฟันเทียม
  • ตรวจความแม่นยำของข้อมูล
  • บันทึกการสบฟัน
  • ประเมินความสูงของใบหน้า
  • ทดลองตำแหน่งและรูปร่างฟัน
  • เลือกสีและวัสดุ
  • ตรวจโครงสร้าง
  • ตรวจการสบฟัน
  • ตรวจความสามารถในการทำความสะอาด
  • ส่งมอบชิ้นงานถาวร

ขั้นตอนที่ 11 ตรวจติดตาม

หลังใส่ฟันถาวร ต้องเข้ารับการตรวจเป็นระยะ เพื่อประเมิน

  • สุขภาพเหงือกรอบรากฟันเทียม
  • กระดูกรอบรากฟันเทียม
  • คราบจุลินทรีย์
  • ความแน่นของสกรู
  • การสึกของวัสดุ
  • การสบฟัน
  • การทำความสะอาดใต้ชิ้นงาน
  • พฤติกรรมนอนกัดฟัน
“ทำฟันในวันเดียว” หมายความว่าอย่างไร?

คำว่า “ฟันในวันเดียว” หรือ “ใส่ฟันติดแน่นทันที” โดยทั่วไปหมายถึงการใส่ ฟันชั่วคราว ในวันผ่าตัดหรือภายในระยะเวลาสั้นหลังการผ่าตัด

ไม่ได้หมายความว่ากระบวนการรักษาทั้งหมดเสร็จสมบูรณ์ในวันเดียว และไม่ได้หมายความว่าจะได้รับฟันถาวรทันที

การใส่ฟันชั่วคราวเร็วสามารถทำได้เมื่อมีเงื่อนไขเหมาะสม เช่น

  • รากฟันเทียมมีความมั่นคงเบื้องต้นเพียงพอ
  • กระดูกมีปริมาณและคุณภาพเหมาะสม
  • ตำแหน่งรากฟันเทียมกระจายตัวได้ดี
  • สามารถควบคุมแรงบนชิ้นงานได้
  • ไม่มีการติดเชื้อที่รบกวนการรักษา
  • สุขภาพโดยรวมเหมาะสม
  • ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องอาหารและการดูแลได้

หากไม่ผ่านเกณฑ์ ทันตแพทย์อาจเลือกให้รากฟันเทียมหายและยึดกับกระดูกก่อน เพื่อความเหมาะสมและลดความเสี่ยง

All-on-6 คืออะไร?

All-on-6 คือการใช้รากฟันเทียม 6 ตัวรองรับฟันติดแน่นทั้งขากรรไกร

หลักการโดยรวมคล้ายกับ All-on-4 แต่เพิ่มจำนวนรากฟันเทียมเป็น 6 ตัว เพื่อเพิ่มจุดรองรับและช่วยกระจายแรงตามการออกแบบของทันตแพทย์

อย่างไรก็ตาม All-on-6 ไม่ได้ดีกว่า All-on-4 สำหรับทุกคน

การเพิ่มจำนวนรากฟันเทียมต้องพิจารณาว่า

  • มีกระดูกเพียงพอหรือไม่
  • ตำแหน่งกระดูกเหมาะสมหรือไม่
  • มีระยะห่างระหว่างรากฟันเทียมเพียงพอหรือไม่
  • ผู้ป่วยสามารถทำความสะอาดได้หรือไม่
  • การเพิ่มจำนวนรากฟันเทียมมีประโยชน์ต่อการออกแบบชิ้นงานจริงหรือไม่

All-on-6 เหมาะกับใคร?

All-on-6 อาจเหมาะกับผู้ที่

  • สูญเสียฟันทั้งขากรรไกร
  • ต้องการฟันติดแน่น
  • มีปริมาณและตำแหน่งกระดูกเหมาะสมสำหรับรากฟันเทียม 6 ตัว
  • ต้องการเพิ่มจำนวนจุดรองรับตามแผนการรักษา
  • มีแรงบดเคี้ยวสูง
  • มีรูปแบบการสบฟันที่ต้องการการกระจายแรงเพิ่มเติม
  • มีขนาดขากรรไกรและระยะของชิ้นงานเหมาะสม
  • สามารถดูแลความสะอาดใต้ชิ้นงานได้
  • ยอมรับขั้นตอน ระยะเวลา และค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นได้

ข้อดีของ All-on-6

  • เป็นฟันติดแน่น
  • มีจุดรองรับชิ้นงานเพิ่มขึ้น
  • ช่วยกระจายแรงระหว่างรากฟันเทียมหลายตำแหน่ง
  • อาจช่วยลดระยะส่วนยื่นของชิ้นงานในบางกรณี
  • เพิ่มความยืดหยุ่นในการออกแบบตำแหน่งรองรับ
  • เหมาะกับผู้ที่มีปริมาณกระดูกเพียงพอ
  • สามารถออกแบบฟันทั้งขากรรไกรให้เหมาะกับใบหน้าและการสบฟัน
  • ช่วยเพิ่มความมั่นคงในการพูดและบดเคี้ยวเมื่อเทียบกับฟันปลอมถอดได้ทั่วไป

ข้อจำกัดของ All-on-6

  • ต้องมีกระดูกเพียงพอสำหรับรากฟันเทียม 6 ตัว
  • อาจต้องปลูกกระดูกหรือทำหัตถการเพิ่ม
  • ขั้นตอนอาจซับซ้อนกว่า
  • ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามจำนวนรากฟันเทียมและส่วนประกอบ
  • ต้องมีระยะห่างระหว่างรากฟันเทียมที่เหมาะสม
  • การเพิ่มจำนวนรากฟันเทียมมากเกินไปอาจทำให้ทำความสะอาดยาก
  • ยังมีความเสี่ยงต่อการอักเสบรอบรากฟันเทียม
  • สกรูหรืออุปกรณ์อาจคลายได้
  • วัสดุฟันอาจสึก บิ่น หรือแตก
  • ต้องตรวจติดตามและบำรุงรักษาในระยะยาว

ขั้นตอนการทำ All-on-6

ขั้นตอนหลักคล้ายกับ All-on-4 ได้แก่

  1. ตรวจสุขภาพช่องปาก
  2. ประเมินฟันที่เหลืออยู่
  3. ซักประวัติสุขภาพและยา
  4. ถ่ายภาพในช่องปากและใบหน้า
  5. ถ่ายภาพ X-ray พาโนรามา
  6. ถ่ายภาพ X-ray สามมิติ หรือ 3D CT Scan
  7. พิมพ์ปากหรือสแกนช่องปาก
  8. บันทึกการสบฟัน
  9. ออกแบบตำแหน่งรากฟันเทียมทั้ง 6 ตัว
  10. วางแผนฟันชั่วคราวและฟันถาวร
  11. ถอนฟันหรือปลูกกระดูก หากจำเป็น
  12. ผ่าตัดฝังรากฟันเทียม
  13. ประเมินความมั่นคงของรากฟันเทียม
  14. ใส่ฟันชั่วคราว หากผ่านเกณฑ์
  15. รอการยึดประสานกับกระดูก
  16. ทำฟันชุดถาวร
  17. ตรวจติดตามและบำรุงรักษา

ความแตกต่างสำคัญคือการวางรากฟันเทียมทั้ง 6 ตัวให้มีตำแหน่งและระยะห่างที่เหมาะสม โดยไม่กระทบต่อเส้นประสาท โพรงไซนัส หรือความสามารถในการทำความสะอาด

เปรียบเทียบ Implant Overdenture, All-on-4 และ All-on-6

หัวข้อ Implant Overdenture All-on-4 All-on-6
รูปแบบฟัน ฟันปลอมถอดได้ ฟันติดแน่น ฟันติดแน่น
จำนวนรากฟันเทียม โดยทั่วไปประมาณ 2-4 ตัว 4 ตัว 6 ตัว
ผู้ป่วยถอดเองได้หรือไม่ ได้ ไม่ได้ ไม่ได้
ระบบยึด หัวล็อกแบบสแนป ยึดชิ้นงานติดแน่นกับรากฟันเทียม ยึดชิ้นงานติดแน่นกับรากฟันเทียม
การทำความสะอาด ถอดฟันปลอมออกมาทำความสะอาด ทำความสะอาดรอบและใต้ชิ้นงานในช่องปาก ทำความสะอาดรอบและใต้ชิ้นงานในช่องปาก
ความมั่นคง มากกว่าฟันปลอมทั่วไป สูง สูง
การรองรับริมฝีปาก ฐานฟันปลอมช่วยทดแทนเนื้อเยื่อได้ดี ขึ้นอยู่กับการออกแบบ ขึ้นอยู่กับการออกแบบ
การซ่อมบำรุง เปลี่ยนหัวล็อก ปรับฐาน หรือซ่อมฟันปลอม ซ่อมวัสดุ เปลี่ยนสกรู หรือถอดชิ้นงานโดยทันตแพทย์ ซ่อมวัสดุ เปลี่ยนสกรู หรือถอดชิ้นงานโดยทันตแพทย์
ระดับค่าใช้จ่าย โดยทั่วไปต่ำกว่าฟันติดแน่น สูงกว่า Overdenture โดยทั่วไปสูงขึ้นตามจำนวนรากฟันเทียม
เหมาะกับ ผู้ต้องการฟันปลอมที่มั่นคงขึ้นและถอดทำความสะอาดได้ ผู้ต้องการฟันติดแน่นโดยใช้รากฟันเทียม 4 ตัว ผู้ต้องการฟันติดแน่นและมีสภาพกระดูกเหมาะกับรากฟันเทียม 6 ตัว

All-on-4 กับ All-on-6 แบบไหนดีกว่ากัน?

ไม่มีคำตอบเดียวว่า All-on-4 หรือ All-on-6 แบบใดดีที่สุดสำหรับทุกคน

จำนวนรากฟันเทียมเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการรักษา สิ่งสำคัญคือการวางตำแหน่งให้เหมาะสมกับกระดูก การสบฟัน และชิ้นงานที่จะสร้าง

ทันตแพทย์จะพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่

ปริมาณและคุณภาพของกระดูก

ต้องประเมินว่ามีกระดูกเพียงพอสำหรับวางรากฟันเทียมกี่ตัว และแต่ละตำแหน่งสามารถรองรับแรงได้หรือไม่

ตำแหน่งเส้นประสาทและโพรงไซนัส

โครงสร้างสำคัญเหล่านี้มีผลต่อขนาด ความยาว มุม และตำแหน่งของรากฟันเทียม

รูปร่างและขนาดของขากรรไกร

ขากรรไกรที่มีขนาดหรือความโค้งต่างกัน ต้องใช้การกระจายรากฟันเทียมต่างกัน

แรงบดเคี้ยว

ผู้ที่นอนกัดฟันหรือมีแรงบดเคี้ยวสูง ต้องได้รับการออกแบบการรองรับและเลือกวัสดุอย่างเหมาะสม

ขากรรไกรบนและขากรรไกรล่าง

คุณภาพกระดูกของขากรรไกรบนและล่างแตกต่างกัน จึงไม่ควรใช้จำนวนรากฟันเทียมตามสูตรเดียวกันทุกคน

พื้นที่สำหรับชิ้นงาน

ต้องมีพื้นที่เพียงพอสำหรับ

  • รากฟันเทียม
  • หัวเชื่อม
  • โครงสร้างของชิ้นงาน
  • วัสดุฟัน
  • เหงือกเทียม
  • พื้นที่สำหรับทำความสะอาด

ความสามารถในการทำความสะอาด

ตำแหน่งและจำนวนรากฟันเทียมต้องเอื้อต่อการทำความสะอาด ไม่ใช่เพิ่มจำนวนให้มากที่สุดโดยไม่คำนึงถึงการดูแลระยะยาว

งบประมาณและความคาดหวัง

ผู้ป่วยควรได้รับข้อมูลเกี่ยวกับ

  • ค่าผ่าตัด
  • ค่ารากฟันเทียม
  • ค่าฟันชั่วคราว
  • ค่าฟันถาวร
  • ค่าปลูกกระดูก
  • ค่าซ่อมบำรุง
  • ค่าเปลี่ยนชิ้นส่วนในอนาคต

การมีรากฟันเทียม 6 ตัวไม่ได้รับประกันว่าจะดีกว่า 4 ตัวเสมอไป และการใช้รากฟันเทียม 4 ตัวก็ไม่ได้เหมาะกับผู้ป่วยทุกคน

ฟันชั่วคราวและฟันถาวรต่างกันอย่างไร?

ฟันชั่วคราว

ฟันชั่วคราวใช้ในช่วงที่แผลและรากฟันเทียมกำลังอยู่ในกระบวนการหาย

ฟันชั่วคราวช่วยให้ทันตแพทย์และผู้ป่วยสามารถประเมิน

  • รูปร่างฟัน
  • ความยาวของฟัน
  • แนวยิ้ม
  • การรองรับริมฝีปาก
  • การออกเสียง
  • การสบฟัน
  • การทำความสะอาด
  • ความพึงพอใจโดยรวม

ชิ้นงานชั่วคราวอาจมีความแข็งแรงน้อยกว่าชิ้นงานถาวร ผู้ป่วยต้องหลีกเลี่ยงอาหารแข็งและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

ฟันถาวร

ฟันถาวรจะทำหลังจากรากฟันเทียมและเนื้อเยื่อมีความมั่นคงมากขึ้น

รูปแบบฟันถาวรจะพัฒนาจากข้อมูลที่ได้ระหว่างการใช้ฟันชั่วคราว เช่น

  • รูปร่างที่เหมาะสม
  • แนวยิ้ม
  • การออกเสียง
  • การสบฟัน
  • พื้นที่ทำความสะอาด
  • ความต้องการด้านความสวยงาม

คำว่า “ฟันถาวร” ไม่ได้หมายความว่าชิ้นงานจะไม่มีวันสึก แตก หรือจำเป็นต้องซ่อม

ฟันชุดยังต้องได้รับการตรวจ บำรุงรักษา และอาจต้องเปลี่ยนเมื่อใช้งานเป็นระยะเวลานาน

วัสดุของฟันติดแน่นทั้งขากรรไกร

ชิ้นงานฟันติดแน่นทั้งขากรรไกรสามารถผลิตจากวัสดุหลายรูปแบบ เช่น

  • โครงสร้างโลหะหรือไทเทเนียมร่วมกับวัสดุฟัน
  • อะคริลิกหรือเรซินเสริมความแข็งแรง
  • เซรามิก
  • เซอร์โคเนีย
  • วัสดุผสมหลายชนิด

วัสดุแต่ละชนิดมีความแตกต่างด้าน

  • ความแข็งแรง
  • น้ำหนัก
  • ความสวยงาม
  • การสึก
  • ความสามารถในการซ่อม
  • พื้นที่ที่ต้องใช้
  • ค่าใช้จ่าย
  • ความรู้สึกขณะใช้งาน

ทันตแพทย์จะพิจารณาจากแรงบดเคี้ยว ตำแหน่งรากฟันเทียม พื้นที่ระหว่างขากรรไกร การสบฟัน ความต้องการด้านความสวยงาม และงบประมาณ

ไม่มีวัสดุชนิดเดียวที่เหมาะกับทุกคน

การดูแล All-on-4 และ All-on-6

แม้ฟันเทียมจะไม่เกิดฟันผุเหมือนฟันธรรมชาติ แต่คราบจุลินทรีย์สามารถสะสมรอบรากฟันเทียมและใต้ชิ้นงานได้ หากดูแลไม่เพียงพอ อาจเกิดเหงือกอักเสบหรือการสูญเสียกระดูกรอบรากฟันเทียม

การทำความสะอาดประจำวัน

  • แปรงบริเวณรอยต่อระหว่างชิ้นงานกับเหงือก
  • ทำความสะอาดใต้สะพานฟันทุกวัน
  • ใช้แปรงซอกฟันตามขนาดที่เหมาะสม
  • ใช้ไหมขัดฟันสำหรับสะพานฟันหรือไหมชนิดมีส่วนแข็งสำหรับสอดใต้ชิ้นงาน
  • ใช้อุปกรณ์ร้อยไหมตามคำแนะนำ
  • ใช้เครื่องฉีดน้ำทำความสะอาดเป็นตัวช่วย
  • ไม่ใช้เครื่องฉีดน้ำแทนการแปรงและการทำความสะอาดทั้งหมด
  • ทำความสะอาดลิ้นและเยื่อบุช่องปาก
  • สังเกตเลือดออก กลิ่น หรืออาการบวมรอบรากฟันเทียม

พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง

  • กัดน้ำแข็ง
  • กัดกระดูก
  • กัดอาหารแข็งมาก
  • ใช้ฟันเปิดบรรจุภัณฑ์
  • เคี้ยวของแข็งระหว่างใช้ฟันชั่วคราว
  • สูบบุหรี่
  • ปล่อยให้อุปกรณ์คลายโดยไม่ตรวจ
  • ใช้ของมีคมแคะใต้ชิ้นงาน
  • ละเลยการตรวจติดตาม

การตรวจติดตาม

ทันตแพทย์จะตรวจ

  • สุขภาพเหงือก
  • กระดูกรอบรากฟันเทียม
  • คราบจุลินทรีย์และหินปูน
  • ความแน่นของสกรู
  • การสึกของฟัน
  • การบิ่นหรือแตกร้าว
  • การสบฟัน
  • ความสะอาดใต้ชิ้นงาน
  • พฤติกรรมนอนกัดฟัน
  • ความจำเป็นในการถอดชิ้นงานเพื่อซ่อมหรือทำความสะอาด

ความถี่ในการตรวจขึ้นอยู่กับความเสี่ยงและสภาพช่องปากของผู้ป่วยแต่ละราย

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

การรักษาด้วยรากฟันเทียมมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงในผู้ป่วยที่เหมาะสม แต่ยังมีความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่ควรรับทราบ

ภาวะแทรกซ้อนในช่วงผ่าตัดและระยะแรก

  • ปวด
  • บวม
  • ช้ำ
  • มีเลือดซึม
  • แผลหายช้า
  • การติดเชื้อ
  • รากฟันเทียมไม่ยึดกับกระดูก
  • อาการชาจากการกระทบเส้นประสาท
  • การเกี่ยวข้องกับโพรงไซนัส
  • ฟันชั่วคราวแตก
  • สกรูหรืออุปกรณ์คลาย

ภาวะแทรกซ้อนระยะยาว

  • เหงือกอักเสบรอบรากฟันเทียม
  • การสูญเสียกระดูกรอบรากฟันเทียม
  • สกรูคลาย
  • สกรูแตก
  • ฟันสึก
  • วัสดุบิ่นหรือแตก
  • โครงสร้างชิ้นงานเสียหาย
  • เศษอาหารสะสมใต้ชิ้นงาน
  • การสบฟันเปลี่ยน
  • การออกเสียงเปลี่ยน
  • ต้องซ่อมแซมหรือทำชิ้นงานใหม่
  • รากฟันเทียมสูญเสียความมั่นคง

หากพบปัญหาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น มักสามารถจัดการได้ง่ายกว่าการปล่อยทิ้งไว้จนมีอาการรุนแรง

ผู้ที่ต้องได้รับการประเมินเป็นพิเศษ

ผู้ที่มีภาวะต่อไปนี้ควรได้รับการประเมินอย่างละเอียดก่อนทำรากฟันเทียม

  • โรคเบาหวานที่ควบคุมได้ไม่ดี
  • โรคเหงือกที่ยังไม่ได้รักษา
  • การสูบบุหรี่
  • การใช้ผลิตภัณฑ์นิโคติน
  • โรคที่มีผลต่อการหายของแผล
  • ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • การใช้ยาที่มีผลต่อกระดูก
  • การใช้ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด
  • ประวัติฉายรังสีบริเวณศีรษะและลำคอ
  • พฤติกรรมนอนกัดฟัน
  • แรงบดเคี้ยวสูง
  • ไม่สามารถดูแลความสะอาดได้
  • มีความคาดหวังที่ไม่สอดคล้องกับข้อจำกัดของการรักษา
  • ยังมีการเจริญเติบโตของกระดูกขากรรไกรไม่สมบูรณ์

การมีปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจะทำรากฟันเทียมไม่ได้เสมอไป แต่ต้องประเมินความเสี่ยงและวางแผนอย่างเหมาะสม

ควรเลือก Implant Overdenture, All-on-4 หรือ All-on-6?

Implant Overdenture อาจเหมาะเมื่อ

  • ต้องการเพิ่มความมั่นคงของฟันปลอม
  • ยอมรับฟันปลอมแบบถอดได้
  • ต้องการถอดออกมาทำความสะอาด
  • ต้องการให้ฐานฟันปลอมช่วยรองรับริมฝีปาก
  • มีการสูญเสียเนื้อเยื่อหรือสันเหงือกมาก
  • ต้องการใช้รากฟันเทียมน้อยกว่าฟันติดแน่นในหลายกรณี
  • ต้องการแนวทางที่ปรับฐานและเปลี่ยนหัวล็อกได้

All-on-4 อาจเหมาะเมื่อ

  • ต้องการฟันติดแน่น
  • มีสภาพกระดูกเหมาะกับรากฟันเทียม 4 ตัว
  • สามารถดูแลใต้ชิ้นงานได้
  • เข้าใจข้อจำกัดของการใช้รากฟันเทียม 4 ตัว
  • ยอมรับการรอหากไม่สามารถใส่ฟันชั่วคราวได้ทันที
  • ยอมรับการบำรุงรักษาในระยะยาว

All-on-6 อาจเหมาะเมื่อ

  • ต้องการฟันติดแน่น
  • มีปริมาณและตำแหน่งกระดูกเหมาะกับรากฟันเทียม 6 ตัว
  • ต้องการเพิ่มจำนวนจุดรองรับตามแผนการรักษา
  • มีแรงบดเคี้ยวหรือการสบฟันที่ต้องวางแผนเพิ่มเติม
  • สามารถดูแลความสะอาดรอบรากฟันเทียมหลายตำแหน่งได้
  • ยอมรับขั้นตอนและค่าใช้จ่ายที่อาจสูงขึ้น
การเลือกวิธีรักษาไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “แบบใดดีที่สุด” แต่ควรเริ่มจากคำถามว่า “แบบใดเหมาะกับสภาพช่องปาก การใช้งาน ความต้องการ และการดูแลระยะยาวของผู้ป่วยรายนี้มากที่สุด”

ตารางเปรียบเทียบ: รากฟันเทียม vs สะพานฟัน vs ฟันปลอมถอดได้ แบบไหนดี?

เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ทันตแพทย์ได้สรุปข้อแตกต่างของการใส่ฟันปลอมทั้ง 3 ชนิดไว้ดังนี้:

ตารางเปรียบเทียบ รากฟันเทียม vs สะพานฟัน vs ฟันปลอมถอด

คุณสมบัติ 🏆 รากฟันเทียม (Implant) สะพานฟัน (Dental Bridge) ฟันปลอมแบบถอดได้ (Denture)
ความรู้สึกตอนใช้งาน ติดแน่น เป็นธรรมชาติ 100% ติดแน่น เป็นธรรมชาติ หลวม ขยับได้ เคี้ยวของแข็งมากไม่ได้
ผลกระทบต่อฟันซี่อื่น ไม่ต้องกรอฟันซี่ข้างเคียง ต้องกรอฟันซี่ข้างเคียงให้เล็กลงเพื่อเป็นหลักยึด มีตะขอเกี่ยว อาจทำให้ฟันซี่อื่นสึกหรอ
การรักษากระดูกขากรรไกร ช่วยป้องกันกระดูกขากรรไกรละลายได้ กระดูกใต้สะพานฟันยุบตัวลงได้ตามกาลเวลา กระดูกขากรรไกรยุบตัวลงเร็วมาก
อายุการใช้งาน ยาวนาน 10 - 20 ปีขึ้นไป (หรือตลอดชีวิต) ประมาณ 7 - 15 ปี ประมาณ 3 - 5 ปี (ต้องทำใหม่เมื่อเหงือกยุบ)
ราคา เริ่มต้นสูง แต่คุ้มค่าในระยะยาว ปานกลาง ย่อมเยาที่สุด

การวางแผนฟันทั้งปากที่ Veneerist Dental Clinic

ที่ Veneerist Dental Clinic เราให้ความสำคัญกับการประเมินอย่างเป็นระบบก่อนวางแผนฟื้นฟูฟันทั้งขากรรไกร

ทันตแพทย์จะพิจารณา

  • สุขภาพช่องปาก
  • ฟันที่เหลืออยู่
  • ปริมาณและคุณภาพของกระดูก
  • สุขภาพเหงือก
  • การสบฟัน
  • รูปหน้า
  • แนวยิ้ม
  • การรองรับริมฝีปาก
  • ความสามารถในการทำความสะอาด
  • สุขภาพโดยรวม
  • ความต้องการและงบประมาณของผู้ป่วย

สำหรับเคสฟันปลอมและเคสฟันทั้งปาก คลินิกจะมีการถ่ายภาพผู้ป่วยทุกเคส เพื่อใช้ประกอบการวางแผนร่วมกันระหว่างทันตแพทย์และแล็บทันตกรรม นอกจากนี้ อาจมีการใช้ภาพ X-ray พาโนรามา ภาพ X-ray สามมิติ การพิมพ์ปาก การสแกนช่องปาก และการบันทึกการสบฟันตามความเหมาะสม ข้อมูลทั้งหมดจะถูกนำมาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อวางตำแหน่งรากฟันเทียมและออกแบบฟันชุดใหม่ให้เหมาะกับทั้งการใช้งาน ความสวยงาม และการดูแลในระยะยาว ไม่มีจำนวนรากฟันเทียมหรือรูปแบบฟันชุดใดที่เหมาะกับทุกคน ทันตแพทย์จะอธิบายทางเลือก ข้อดี ข้อจำกัด ขั้นตอน ระยะเวลา และค่าใช้จ่ายก่อนเริ่มการรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยมีข้อมูลเพียงพอสำหรับตัดสินใจ ผลลัพธ์และระยะเวลาการรักษาแตกต่างกันตามสภาพช่องปาก ปริมาณกระดูก สุขภาพโดยรวม การตอบสนองต่อการรักษา และการดูแลของผู้ป่วยแต่ละบุคคล

รากฟันเทียมอยู่ได้นานแค่ไหน? ดูแลอย่างไรให้ใช้งานได้ยาวนาน

รากฟันเทียมเป็นวิธีทดแทนฟันที่ได้รับการยอมรับว่ามีอายุการใช้งานยาวนาน หากได้รับการวางแผนรักษาอย่างเหมาะสม ดูแลสุขภาพช่องปากอย่างสม่ำเสมอ และมาตรวจติดตามกับทันตแพทย์ตามนัด รากฟันเทียมสามารถใช้งานได้นานหลายสิบปี และในบางรายอาจใช้งานได้ตลอดชีวิต

อย่างไรก็ตาม อายุการใช้งานของรากฟันเทียมไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวรากฟันเทียมเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยร่วมกัน

ปัจจัยที่ช่วยให้รากฟันเทียมใช้งานได้ยาวนาน

  • การวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
  • ปริมาณและคุณภาพของกระดูกขากรรไกร
  • สุขภาพเหงือกและช่องปากก่อนการรักษา
  • การดูแลความสะอาดช่องปากอย่างสม่ำเสมอ
  • การหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
  • การมาตรวจติดตามกับทันตแพทย์เป็นประจำ

แม้ว่ารากฟันเทียมจะไม่เกิดฟันผุเหมือนฟันธรรมชาติ แต่เหงือกและกระดูกรอบรากฟันเทียมยังสามารถเกิดการอักเสบได้ หากมีคราบจุลินทรีย์สะสม ดังนั้น การแปรงฟัน ใช้ไหมขัดฟันหรืออุปกรณ์ทำความสะอาดซอกฟัน และการเข้ารับการตรวจสุขภาพช่องปากทุก 6 เดือน จึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้รากฟันเทียมมีอายุการใช้งานยาวนาน

อัตราค่าบริการ รากฟันเทียม คลินิกวีนีริสท์ (Veneerist)

หัตถการ ราคา
Set CT Scan + OPG + ถ่ายรูป + พิมพ์ปาก + ปรึกษา + Surgical Stent (1 ด้าน) 5,000
Set CT Scan + OPG + ถ่ายรูป + พิมพ์ปาก + ปรึกษา + Surgical Stent (2 ด้าน) 7,000
รากเทียมฟันหน้า 30,000
ครอบฟันเซรามิกบนรากเทียมฟันหน้า 30,000
รากเทียมฟันหน้า พร้อมครอบฟันเซรามิก (กรณีชำระครั้งเดียว) 55,000
รากเทียมฟันหลัง 25,000
ครอบบนรากเทียมฟันหลัง 25,000
รากเทียมฟันหลัง พร้อมครอบฟันเซรามิก (กรณีจ่ายครั้งเดียว) 45,000
รากเทียม Struamann® 40,000
ครอบฟันบนรากเทียม Struamann® 40,000
รากเทียม Struamann® พร้อมครอบฟันเซรามิก (กรณีชำระครั้งเดียว) 75,000
ใส่กระดูกเทียม ดัน Crestal Sinus 20,000
ใส่กระดูก Lateral Sinus 40,000
รากเทียม Overdenture (ตัว) 35,000
Overdenture on 4 (ชิ้น) 175,000
All-on-4 (ชิ้น) 400,000
All-on-6 (ชิ้น) 500,000
หัตถการเติมกระดูก 5,000 - 10,000
ศัลยกรรมแต่งเติมเนื้อเยื่อ/กระดูก 8,000 - 20,000

(หมายเหตุ: กรณีผ่อนชำระ หรือโปรโมชั่นพิเศษประจำเดือน สามารถสอบถามแอดมินคลินิกได้โดยตรง)

ทำไมต้องเลือกฝังรากฟันเทียมที่ วีนีริสท์ (Veneerist)

  • ดูแลโดยทันตแพทย์ผู้มากประสบการณ์: ทุกเคสได้รับการประเมินและผ่าตัดโดยทันตแพทย์ผู้มากประสบการณ์ด้านศัลยกรรมช่องปากและรากฟันเทียมโดยตรง

  • มาตรฐานความสะอาดระดับสากล: เครื่องมือทุกชิ้นผ่านกระบวนการทำให้ปราศจากเชื้อ (Sterilization) อย่างเคร่งครัด

  • วัสดุคุณภาพสูง: เลือกใช้รากฟันเทียมและวัสดุครอบฟันเซรามิกแท้ที่ได้รับการรับรองจาก อย.

  • โปร่งใส ไม่มีบวกเพิ่มจุกจิก: แจ้งแผนการรักษาและค่าใช้จ่ายอย่างชัดเจนก่อนเริ่มทำทุกครั้ง

“อย่าปล่อยให้ปัญหาฟันหลอ ทำลายความมั่นใจและการใช้ชีวิตของคุณ” ปรึกษาปัญหาฟันและส่งภาพเอ็กซ์เรย์เบื้องต้นให้ทันตแพทย์ของเราช่วยประเมินได้ ฟรี! ทักแชทหาเราได้เลย วีนีริสท์ ทันตกรรม คลินิก ยินดีให้บริการ

FAQ

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรากฟันเทียม

Q: ทำรากฟันเทียม เจ็บไหม? น่ากลัวหรือเปล่า?

A: ไม่เจ็บอย่างที่คิด ความรู้สึกขณะทำจะคล้ายกับการถอนฟันทั่วไป เนื่องจากทันตแพทย์จะใช้ยาชาเฉพาะที่อย่างเต็มประสิทธิภาพ หลังยาชาหมดฤทธิ์อาจมีอาการตึงหรือปวดตุบๆ เล็กน้อย ซึ่งสามารถทานยาแก้ปวดที่คลินิกจัดให้เพื่อควบคุมอาการได้สบายๆ

Q: ผู้สูงอายุ ทำรากฟันเทียมได้ไหม?

A: ทำได้แน่นอน ไม่มีข้อจำกัดเรื่องอายุสูงสุด (อายุเกิน 18 ปีขึ้นไปสามารถทำได้ทั้งหมด) สิ่งสำคัญคือผู้สูงอายุต้องมีกระดูกขากรรไกรที่เพียงพอ และหากมีโรคประจำตัว (เช่น เบาหวาน ความดัน) จะต้องควบคุมอาการให้อยู่ในระดับปกติ และแจ้งทันตแพทย์ให้ทราบก่อนทำการรักษาทุกครั้ง

Q: หากสูญเสียฟันมานานหลายปี ยังสามารถทำรากฟันเทียมได้หรือไม่?

A: ได้ในหลายกรณี แม้ว่าจะสูญเสียฟันมานานหลายปี แต่จำเป็นต้องให้ทันตแพทย์ตรวจประเมินสภาพกระดูกขากรรไกรก่อน เนื่องจากเมื่อไม่มีรากฟัน กระดูกบริเวณนั้นอาจค่อย ๆ ยุบตัวลงตามธรรมชาติ
ทันตแพทย์จะประเมินจากการตรวจในช่องปากร่วมกับภาพถ่ายรังสี เช่น 3D CT Scan เพื่อดูปริมาณและคุณภาพของกระดูก หากกระดูกมีเพียงพอ ก็สามารถวางแผนฝังรากฟันเทียมได้ แต่หากกระดูกไม่เพียงพอ อาจพิจารณาการปลูกกระดูก (Bone Graft) หรือการยกไซนัส (Sinus Lift) ในบางกรณี เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการรักษา
การเข้ารับการตรวจประเมินกับทันตแพทย์จึงเป็นขั้นตอนสำคัญ เพื่อเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับสภาพช่องปากของแต่ละบุคคล

Q: จัดฟันมานาน หรือ ปล่อยฟันหลอมานานจน "กระดูกบาง" ทำรากฟันเทียมได้ไหม?

A: ทำได้! แต่ในกรณีที่ทันตแพทย์ประเมินร่วมกับภาพ 3D CT Scan แล้วพบว่าปริมาณกระดูกขากรรไกรของคนไข้บางเกินไป หรือเตี้ยเกินกว่าจะฝังรากเทียมได้อย่างมั่นคง ทันตแพทย์จะทำการ "ปลูกถ่ายกระดูกเทียม (Bone Graft)" หรือทำการ "ยกไซนัส (Sinus Lift)" สำหรับฟันกรามบน เพื่อเสริมสร้างฐานกระดูกให้หนาและแข็งแรงเพียงพอก่อนทำการฝังรากเทียม ซึ่งคุณหมอจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าในขั้นตอนการวางแผนการรักษาเสมอ

พร้อมเปลี่ยนรอยยิ้มของคุณให้ขาวสว่างอย่างมั่นใจแล้วหรือยัง? ทักมาปรึกษา หรือส่งภาพถ่ายฟันเบื้องต้นให้ทีมทันตแพทย์ของเราช่วยประเมินได้ฟรี! ติดต่อวีนีริสท์ ทันตกรรม คลินิก ผ่านทุกช่องทางได้เลย

ทีมทันตแพทย์ผู้มากประสบการณ์ของเรา

ทพญ. วาทินี อัมพวา 2 scaled e1780037031293
หมอแคท

ทพญ. วาทินี อัมพวา ท.9350

ทันตแพทย์ผู้มากประสบการณ์ด้านการจัดฟันและการออกแบบรอยยิ้ม

  • ประสบการณ์ดูแลเคสทันตกรรมความงามมากกว่า 10 ปี
  • ใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีทันตกรรมที่ทันสมัย
  • ประเมินและวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคลอย่างละเอียด